fbpx

เดินถูกทิศ พิชิตด้วย Moodboard

อย่างที่อาจารย์เจี๊ยบมักจะย้ำกับลูกศิษย์เสมอ ว่า Moodboard มีความสำคัญกับดีไซเนอร์มากๆ หลายคนเจอปัญหาจากการไม่ให้ความสำคัญกับมัน จนเป็นสาเหตุให้ยอดขายตัน คิดแบบไม่ออก หรือยิ่งออกแบบ ก็ยิ่งได้งานที่ออกมาชนกับงานเก่าของตัวเอง

ถ้าลองไปสังเกตการทำงานของดีไซเนอร์ต่างประเทศกัน จะเห็นเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากๆ(Moodboard) ไม่มุมใดมุมหนึ่งในห้องทำงานของนักออกแบบจะต้องเห็น กระดาน Moodboard วางอยู่

ทำไม Moodboard ถึงสำคัญ

  • เพราะเป็นการรวบรวมไอเดียจากหลายๆ ที่มาไว้ที่เดียวกัน จะช่วยให้สมองของเราแปลความหมายออกเป็นแบบได้ง่ายขึ้น
  • ทำให้เราไม่หลงทาง มีเป้าหมายทิศทางที่ชัดเจนในการออกแบบ ชิ้นงานก็จะมีอัตลักษณ์ หรือ Brand DNA ที่ชัดเจน รวมถึงเข้าถึงใจลูกค้าได้ง่าย
  • สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นได้โดยง่าย เมื่อรูปต่างๆมาประกอบกัน

3  Case Studies ที่จะบอกเล่าความสำคัญของ Moodboard

เคสแรกนี้ เป็นเคสที่อาจารย์เจี๊ยบเพิ่งไปเจอมา เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2020 ที่ผ่านมานี้เอง อาจารย์เจี๊ยบได้รับโจทย์จากบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่ที่ทำเครื่องประดับให้แบรนด์ระดับโลกที่ทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นบริษัทที่ทำเครื่องประดับทำมากว่า 20 ปีแล้วค่ะ ซึ่งโดยลูปงานปกตินั้น ทางบริษัทจะรอแบบเครื่องประดับจากบริษัทแม่ส่งมาแล้วทางบริษัทส่งออกก็ทำแบบ 3D ตามให้เหมือน แต่เมื่อวิกฤติโควิดมาถึง พร้อมกับการเปลี่ยนทีมบริหาร ทำให้บริษัทแม่รีเควสให้แต่ละบริษัทต้องออกแบบและนำเสนอดีไซน์ไปให้ เรียกว่าเป็นการปรับวิถีการทำงานใหม่ เป็นการทำทั้งระบบ ออกแบบได้+ผลิตด้วย แม้จะมีประสบการณ์มายาวนาน แต่เพราะไม่เคยต้องคิดออกแบบอย่างเป็นระบบมาก่อน ทำให้บริษัทเริ่มมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นแล้วค่ะ

บริษัทจึงได้มองหาที่ปรึกษา เพื่อเข้าไปช่วยแก้สถานการณ์นี้ ทำให้อาจารย์เจี๊ยบได้มีโอกาสไปสัมผัสกับน้องๆ ทีมดีไซน์ค่ะ ต้องบอกเลยว่าเป็นทีมที่น่ารักมาก คะแนนความตั้งใจทำงานให้ 10 เต็ม 10 เลยค่ะ 

แต่ประเด็นหลักพวกเขายังขาดคือ

  1. ขาดการหยิบจินตนาการมาใช้ ทำให้ออกแบบงานสะเปะสะปะ ไม่โดนใจลูกค้าเท่าที่ควร 
  2. ไม่รู้การออกแบบที่เป็นระบบ ไม่รู้จักวิธีการสร้าง Moodboard – ต่างประเทศส่ง Moodboard มาให้ดูบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าที่ส่งมาคือโจทย์ที่เขาควรนำเอามาใช้ในการออกแบบ ไม่รู้ว่าต้องออกแบบอะไร ทำให้เสียออเดอร์ไปให้กับประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ใช้จินตนาการแล้ววาดๆ ไป นึกออกก็วาดๆ ออกมา นึกเอาเองแล้วออกแบบ โดยไม่ได้คำนึงถึงองค์ประกอบอื่นเลย ทีมดีไซน์บอกกับอาจารย์เจี๊ยบว่า พวกเขาไม่เคยรู้หรือรู้จักว่าการออกแบบมีแนวทางแบบนี้ด้วย และการที่เขาได้รู้จักเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่กันเลยทีเดียว

จริงๆ การที่ออกแบบโดยที่ไม่มี MoodBoard วิธีนี้ไม่ผิดนะคะ แต่มันทำให้งานของคุณไม่มีอัตลักษณ์ และสไตล์สะเปะสะปะไปหมด ที่สำคัญคือไม่โดนใจลูกค้า ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นก็คือ การออกแบบโดยนึกเอาเองนั้น ทำให้คุณลืมคิดไปว่าลูกค้าของคุณนั้นชอบหรือไม่ ความชอบของกลุ่มเป้าหมายเราจริงๆ แล้วคืออะไร อย่างแบรนด์ที่ดูอ่อนหวาน ดูเป็นผู้หญิง แต่อยู่ๆ ก็ออกแบบมาในสไตล์ผู้หญิงเท่ๆ ทะมัดทะแมง มันก็ทำให้เกิดความสับสนของกลุ่มลูกค้าได้เหมือนกัน นึกง่ายๆ ว่า ถ้าคุณเคยซื้อเสื้อผ้าร้านหนึ่งเป็นประจำ เป็นสไตล์ที่คุณชอบ แล้วอยู่มาวันหนึ่งร้านเอาเสื้อผ้าอีกแนวมาขาย สไตล์ของแบรนด์เปลี่ยนไปมา คุณคิดว่าคุณจะยังแวะมาดูแบรนด์นี้อีกหรือไม่ หรือจะเริ่มมองหาร้านอื่นแทน

สิ่งเหล่านี้นี่แหละค่ะ ที่บอกว่าทำไมการทำ Moodboard ถึงจำเป็นมาก คนที่ใส่ใจอัตลักษณ์ของแบรนด์ + มองความต้องการของลูกค้าเป็นหลักบวกกับความเป็นตัวตนของดีไซเนอร์ กับคนที่ออกแบบโดยที่ไม่คำนึงถึงสไตล์ของกลุ่มลูกค้า หรือไม่ใส่ใจสร้าง Brand DNA  คุณว่าใครจะได้ออเดอร์ไปมากกกว่ากันคะ?

ที่อาจารย์เจี๊ยบเน้นย้ำขนาดนี้ เพราะเคยพลาดมาก่อนค่ะ เสียทั้งเวลาและเงินมหาศาล อาจารย์จึงอยากให้ทุกคนได้เรียนรู้เรื่องราวการทำ Moodboard อย่างจริงจังก่อนลงมือทำแบรนด์ของตัวเองค่ะ ยอมเสียเวลาเพิ่มอีกนิด ปรึกษาผู้ที่รู้จริงเพื่อวาง Moodboard กำหนดแนวทางให้ชัดเจน

รีวิวจากนักเรียนที่มีอาชีพอยู่ในวงการจิวเวลรี่  ซึ่งได้เรียนคลาส Pro-Inspire จบไปเรียบร้อย

มาลองฟังความรู้สึกของเขากันว่าคลาสนี้ ให้อะไร และเปลี่ยนแปลงอะไร คนเหล่านี้กัน

เคสที่ 2 เป็นเคสจากนักเรียนของเราเองค่ะ เคสนี้มีร้านขายเครื่องประดับของตัวเองอยู่แล้ว และต้องการเพิ่มยอดขาย อยากมีแบรนด์ของตัวเอง เพื่อขายของได้เเพงขึ้น ซึ่งพอเราได้ลงมือทำ Moodboard แล้วนำไปใช้ ปรากฏว่านักเรียนของเราสามารถสร้างแบรนด์จิวเวลลี่ได้อย่างลงตัว ทำให้ขายได้ดีขึ้นจริงๆ จากเดิมที่มี 2 สาขา ปัจจุบันปี 2020 นี้ นักเรียนของเราคนนี้สามารถขยายไปได้ถึง 5 สาขาแล้วค่ะ

เคสที่ 3 ยังเป็นเคสจากนักเรียนเอโก้สตูดิโอค่ะ เคสนี้มีร้านขายเพชรอยู่(มาทราบทีหลังเรียนไปแล้วว่าตอนแรกนักเรียนของเราคิดว่ากิจการจะไปไม่รอดแล้ว) หลังจากที่เรียนคอร์ส Pro-Inspire ไป ก็ได้เอา Moodboard ที่สอนไปปรับใช้กับลูกค้าที่ซื้อเพชรแต่ละคน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ได้ออเดอร์ เรียกว่าปิดจ๊อบได้ทุกเจ้า เพราะตอบได้ตรงโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำให้สามารถขยายจากเคาน์เตอร์เพชรที่อยู่ชั้น2 ของห้าง มาเปิดเป็นร้านเพชร อยู่ชั้นที่1 ของห้างได้เป็นที่สำเร็จ ในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้นที่เรียนจบไป

อย่างที่บอกกับนักเรียนเสมอ เราอยู่กับเเบรนด์ที่เราสร้างมากกว่าอยู่กับแฟนเสียอีก อยู่กับแฟนอาจมีช่วงหวานๆกัน 3-4 ปีแรก แต่ถ้าคุณอยู่กับเเบรนด์มีร้าน จะกี่ปีผ่านไป คุณไปไหนมาไหน คุณก็ต้องคอยคิดเอามาปรับร้าน ปรับแบรนด์อยู่เสมอ Moodboard ก็เหมือนแม่สูตรคูณที่เเค่เราท่องจำได้ขึ้นใจ ต่อไปก็เอาไปคูณร้อย คูณพัน ประยุกต์ใช้เองได้หมด…ได้ทราบอย่างนี้แล้ว พร้อมเริ่มต้นกันหรือยังคะ?

ซึ่งการสร้าง Moodboard แบบมืออาชีพนี้ ได้ถูกดีไซน์หลักสูตรไว้อย่างเข้มข้น ถูกบรรจุไว้ในคอร์ส Pro-Inspire ค่ะ 

คอร์สนี้จะแอดวานซ์ขึ้นจากพื้นฐาน เพราะเราพยายามเฟ้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณออกมา เพื่อหางานดีไซน์ที่ตอบทั้งความเป็นคุณและตรงใจกลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจคุณต้องการ จากการที่ได้ไปทำ workshop มา อาจารย์เจี๊ยบยิ่งมั่นใจค่ะว่า การสร้าง Moodboard ในชั่วโมงนี้ ถ้าเราไม่แตกต่าง ไม่รอดแน่ๆ ค่ะ ถึงแม้ว่าการสอนจะยาก แต่เราอยากให้นักเรียนสร้างแบรนด์ตัวเองได้อย่างยั่งยืนมากกว่า เพราะแต่ละคนก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน แนวทางการปั้นแบรนด์ก็จะแตกต่างกันไปตามสไตล์ของผู้เรียนและกลุ่มลูกค้านั่นเองค่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top